-- * Story of My Life * --
PouNdPoN (●>ω<●)

Showing posts with label innovative thinking. Show all posts
Showing posts with label innovative thinking. Show all posts

Friday, October 2, 2009

Request for Comment

1. ท่านเรียนรู้อะไรบ้างจากการฝึก juggling

- ฝึกการใช้สมาธิ จดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
- เรียนรู้ที่จะพยายามจนประสบความสำเร็จ
- การทำงานประสานระหว่างมือ สมองและตา

2. ท่านชอบเนื้อหาหรือกิจกรรมใดมาที่สุด โปรดให้เหตุผล

- กิจกรรมเรียนนอกสถานที่ที่ TCDC เนื่อง จากเป็นการเปิดมุมมอง วิสัยทัศน์ให้กว้างไกล เพราะการเรียนในห้องบางครั้งก็ไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆเท่าที่ ควร และก็ยังอยู่ในกรอบเดิมๆ การที่ได้ไปเห็นสิ่งใหม่ๆ การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ก็ทำให้เกิดความคิดที่นอกกรอบมากขึ้น นำความคิดต่างๆมาประยุกต์

3. ท่านคิดว่างานมอบหมายในวิชานี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับวิชาอื่นโดยเฉลี่ย โปรดให้เหตุผล

- เท่า กัน เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบเวลาในการทำงานของวิชานี้และวิชาอื่น ก็ใช้เวลาประมาณเท่าๆกัน วิชานี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีการสอบ แต่การทำงานแต่ละอย่างก็ต้องใช้เวลาคิดและทำนานพอประมาณ

4. จงอ่านบทความเรื่อง “บทเรียนจากเบิร์กเล่ย์” และเสนอกลยุทธ์ในการพัฒนาตนเองเพิ่มเติมอย่างน้อย 2 ข้อ

- ทำอะไรที่ไม่เคยทำหรือไม่เคยคิดที่จะทำบ้าง(หรืออาจจะเป็นสิ่งที่คุณเกลียดก็ ได้) บางครั้งมันอาจจะทำให้คุณเกิดความคิดใหม่ๆ หรือคุณอาจจะชอบในสิ่งนั้นไปเลยก็ได้ บางครั้งการทำอะไรเช่นนี้ก็ทำให้คุณเรียนรู้อะไรบางอย่างจากตัวคุณเองและ ประสบการณ์เหล่านั้น
- คอยสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวคุณ บางครั้งสิ่งต่างๆรอบตัวเองนั่นแหละ ที่จะเป็นบ่อเกิดของไอเดียใหม่ๆก็ได้ การที่คุณสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวคุณอยู่เสมอ นอกจากจะเป็นประโยชน์กับตัวคุณในเรื่องการใช้ชีวิตแล้ว มันอาจจะเป็นสิ่งที่คุณสามารถนำมาประยุกต์เกิดเป็นไอเดียใหม่ๆขึ้นมาก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าจริงๆแล้วไอเดียใหม่ๆบางอันก็ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ เอี่ยมอ่องซะทีเดียว แต่เป็นการนำความรู้หรือสิ่งที่มีอยู่เดิมมาพัฒนาให้อยู่ในลักษณะหรือรูปแบบ ที่เปลี่ยนไป เช่น อาคารต่างๆ สถาปัตยกรรมต่างๆ บางครั้งก็เอาต้นแบบมาจากต้นไม้ หรือสัตว์บางอย่าง

5. ท่านคาดว่าจะได้รับเกรดอะไร จงให้เหตุผลอย่างละเอียด

- เกรด A เนื่องจากทุ่มเทกับการเรียนในคาบเรียน ส่งงานครบและตรงเวลา ร่วมกิจกรรมในคาบเรียนอย่างเต็มที่

6. ถ้ามีวิชา Innovative Thinking II ท่านต้องการเรียนเนื้อหาอะไร

- เรียนเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้ประยุกต์กับชีวิตประจำวันได้จริง และคิดว่าในคาบเรียนควรมีกิจกรรมให้นำความรู้ที่เรียนมามาประยุกต์ใช้เลย เพื่อให้เห็นผลการปฏิบัติจริงจากไอเดียต่างๆ

7. ถ้าท่านเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชานี้ ท่านจะตั้งคำถามอะไรและจะตอบอย่างไร

- คำถามคือ ท่านคิดว่าควรมีกิจกรรมอะไรในคาบเรียน lecture นอกจากการตอบคำถาม
- คำตอบคือ คิดว่าควรมีกิจกรรมที่นำความรู้ในคาบเรียนนั้น มาหาไอเดียใหม่ๆหรือสิ่งใหม่ๆ วิเคราะห์อย่างจริงจัง นอกจากนี้ก็ควรให้มีการนำเสนอหน้าห้อง และมีการวิจารณ์จากเพื่อนหรืออาจารย์ด้วย

Friday, September 25, 2009

the last innovative thinking class

For this week class , Teacher Thongchai had continued
his teaching , how to create new ideas ?
and also shared his experience
that he has gone to Singapore and
join a Tony Robbins class.
And i have played Personality Poker Game too.

Continued from last week class, He began the class with assignment
about review of the class and reminded us about previous assignment.

Have talked about assignments , he afterward focus
on teaching. He first talked about Arthur C. Clarke
who is a British science fiction author and he is also inventor and futurist.

His major piece of work,the most famous novel, is "2001:A Space Odyssey"
which he wrote in 1964 ,but the machines or inventions in the story
are so futuristic , some of which is now to be constructed,for example,
idea of space station. Aside from Clarke other scientist or futurist introduce
their idea about it too , consequently, Japan stated that they will
construct it for real.
By the way, this book was made to into a film in the spring of 1968

After the success of his novel,
Clarke continued the 2001 epic with a sequel, 2010: Odyssey Two in 1982
that was also made into film and released in 1984.

There were two further sequels that have not been adapted to the cinema :

Then teacher Thongchai talked about Clarke's quotes about 3 rules:

From the first rule , teacher showed some examples :
Bill Gates once said "64 KB memory is sufficient for everybody"
Nevertheless you hardly or never see PCs that use 64 KB,
we only find ??GB now.

Another example:
a scientist said that there will never
have several tons of metal fly in the sky
And as usual now you can see planes flying high in the sky.

So never care about what others said , just do as you believe.

In addition, this week he also talk about
Tony Robbins' class in Singapore that he have joined.
The class is about how we are out of our usual habits or scope
that we usually are to face new things and experiences.

And teacher also said that there was walking on hot coal in the class
so that people will confront and overcome their fear.

The most instrumental in our body and life is our energy.

Last, we play games which is about cards, but not common cards
it is the personality cards
that has word describing characteristics such as Artistic ,Bossy
You have to exchange cards with your friends
so you would have five cards that are your fittest characteristics
and analyze the result with chart
categorize you in four types : Analyze , Create , Engage, Manage

it's kinda fun , but i think i haven't got the cards that suit me yet then.

Saturday, September 12, 2009

มาทำสร้อยคอกันเถอะ!!!

ฟังจากหัวข้อ และเรื่องที่โพสต์ก่อนหน้า
ก็คงจะรู้แล้วว่า งานเดี่ยวอันนี้ เป็นสร้อยคอ

เหตุผลที่เลือกทำสร้อยคอ
เพราะว่า เป็นคนที่ชอบ accessories
และสร้อยคอก็ทำไม่ยากจนเกินไป

คงจะอยากรู้กันแล้วว่า
หน้าตาของสร้อยคอจะเป็นยังไง
ก็มีภาพมาให้ดูเล็กน้อย


ขั้นแรก : ขั้นเตรียมอุปกรณ์ และวัสดุ

สิ่งที่ต้องใช้ในการทำสร้อยคออันนี้
1.ลวดอะไรก็ได้ ถ้ามีสีก็จะดีมาก
2. ริบบิ้น หรือสายสร้อยเก่าที่มีอยู่
3. คีมตัดและคีมจับ



ขั้นต่อมา : ขั้นตอนการทำ มีดังนี้
1. ดัดลวดให้เป็นรูปแบบที่ต้องการหรือลายที่ต้องการ
ข้อแนะนำ : ตอนดัดลวดไม่ควรใช้คีมตลอด เพราะอาจจะทำให้ลวดเป็นรอยได้
ควรใช้อุปกรณ์อื่นๆช่วย


2. ทำห่วงจากลวด เพื่อคล้องลวดที่ดัดเป็นลาย กับ สายสร้อย
ซึ่งห่วงจะต้องคล้องไว้กับลวดที่ดัดจากข้อ 1 ดังรูป


3. นำสายสร้อยมาร้อยเข้าไปในห่วงจากข้อ 2






คำแนะนำ : อาจจะร้อยสายสร้อยมากกว่า 1 สาย และเพิ่มลูกเล่นเข้าไป
เช่นการม้วนสาย เพื่อให้เกิดความสวยงามมากขึ้น



เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ก็จะได้สร้อยออกมา




innovative class @ TCDC it's so fascinating

กว่าจะไปถึงได้ก็นานอยู่เหมือนกัน
ถ้าไม่เคยมีเพื่อนไปมาก่อน ก็หายากอยู่
เพราะไม่ค่อยได้ไปเดินที่ emporium
แต่พอไปถึงก็ต้องตื่นตาตื่นใจมากๆ
ทางเข้าก็มีงานแสดงของต่างๆ
มีตัวอย่างมาให้ชมก่อนตามภาพด้านล่าง



แค่ทางเข้า ก็มีแต่ของเก๋ๆ เท่ๆ แนวๆ


สัญลักษณ์เป็นภาพของใบตองห่อขนมไทย ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร
อาจจะเป็นขนมสอดไส้ หรือข้าวเหนียวสังขยา หรือขนมอื่นๆ

ไปถึงก็ได้รับ sticker สีเขียว ที่ติดให้ผ่านได้ตลอด
ทั้งห้องสมุดและบริเวณนิทรรศการ
ซึ่งตอนนั้นมีนิทรรศการ "ปล่อยแสง" อยู่

เริ่มแรกก็มีพี่ที่เหมือนเป็นไกด์พาชมสถานที่
เข้าไปที่แรก เป็น งานแสดงนิทรรศการ
title คือ WHAT IS DESIGN?


ภาพบรรยากาศข้างในเป็นดังภาพ







ข้างในก็มีเรื่องราวต่างๆ
เกี่ยวกับความคิดในการออกแบบ
เช่น มีอยู่อันนึงที่เป็นโคมไฟที่อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์
...
ถ้าใครที่อ่านเลยมาโดยที่ไม่สงสัยอะไร กลับไปอ่านใหม่ที่ตัวอย่าง
โคมไฟที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

รู้หรือยัง
ก็มันใช้พลังงานแสงอาทิตย์ก็ต้องเป็นตอนกลางวันเท่านั้น
แต่เราจะใช้มันทำไมล่ะ ในเมื่อมันเป็นตอนกลางวัน

นอกจากนี้ก็ยังมีเก้าอี้ผ้าฝ้าย ที่จริงๆอยากจะบอกว่าเหมือนผ้าขี้ริ้ว ที่หมุนได้
มีแจกันนิ่ม และของอื่นๆอีกมากมาย

หลังจากดูนิทรรศการแล้ว
คนอื่นๆก็ไปที่ห้องสมุดของ TCDC กัน

ก็หลงทางเล็กน้อยก่อนไปถึงห้องสมุด
เพราะว่ามัวแต่ถ่ายรูปกัน ก็เลยตามคนอื่นๆไม่ทัน
พอมาถึงห้องสมุด ก็เข้าไปในห้องประชุม


อันนี้เป็นรูปตัวอย่างห้องสมุด (ที่มา: TCDC website)

เป็นห้องสมุดที่น่านั่งมากๆ
เพราะว่าบรรยากาศภายในและการจัดวางรวมถึงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ
สวยและดูดีมากๆ
และข้างในก็มีหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบต่างๆ
เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการหาไอเดียใหม่ๆ
หรือเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่มากๆ

มาต่อกันที่เหตุการณ์ต่อ หลังจากที่ตามเข้าไปในห้องสมุด
ก็ไปเข้าห้องประชุมที่อยู่ในห้องสมุด
วันนี้ที่นั่นจะกลายเป็นห้องเรียนของเรา
บรรยากาศภายในห้องเรียนชั่วคราวของพวกเรา


ก็เป็นห้องเรียนที่น่าเรียนดี
ต่อมา อาจารย์ก็ให้โจทย์
กลุ่มเราก็ได้โจทย์ในเรื่องสถานีตำรวจหลังเกิดภัยพิบัติบนโลก

ก็ตกลงกันแล้วก็ไปหาข้อมูล
แต่ก่อนอื่น ก็แว่บไปที่
นิทรรศการ

"ปล่อยแสง 4"
"ตอน Supermarket of Ideas"

ในนิทรรศการ มีเหมือนบูธที่มีของวางอยู่
ซึ่งของแต่ละอย่างที่วางอยู่ของแต่ละร้าน
ก็แนวมาก บางร้านก็น่ารัก
จนอยากจะตามไปดูที่ร้าน
ก็เลยหยิบนามบัตรมาด้วย
ที่ใช้ชื่อว่าปล่อยแสงคิดว่า น่าจะเป็นเพราะว่า
เหมือนกับร้านค้าก็เอาของดีของตัวเองออกมาโชว์กัน
เพื่อเรียกลูกค้า

ก็มีตัวอย่างรูปของบูธร้านที่น่าสนใจเอามาให้ดูกัน






ดูก็เพลินดี อยากได้ด้วย
ก็เก็บนามบัตรมาด้วย
แล้วพอดูเวลา ตายๆๆๆ
เดี๋ยวทำงานที่อาจารย์สั่งไม่ทัน
ก็รีบกลับไปหาข้อมูลต่อ

ได้รับมอบหมาย (ที่จริงมอบหมายให้ตัวเอง)
ให้ดูเรื่องสถาปัตยกรรมต่างๆ เพื่อออกแบบสถานที่
ก็หยิบๆหนังสือมาดู
(แล้วมารู้ทีหลังว่า เค้าไม่ให้เอาเข้าห้อง ก็ต้องรีบไปคืน)
หลังจากนั้น ก็ประชุม สรุปรายละเอียดต่างๆ
รู้สึกว่า กลุ่มของเราจะเฮฮาปาร์ตี้กันมาก
เรื่องความคิดสร้างสรรค์ปนฟุ้งซ่านไม่เกินใคร

ในที่สุด ก็ได้สถานีตำรวจออกมา
โดยมีรายละเอียดดังนี้
พวกเราคิดกันว่าต่อไป โลกจะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมโลก
แต่ยังมีคนรอดชีวิต
และผ่านมาอีกหลายสิบปี
น้ำก็ยังไม่ลดมากนัก

หน้าที่ของตำรวจในตอนนั้นก็ยังคงเป็น
การพิทักษ์ปกป้องประชาชน

เครื่องแบบของตำรวจก็เป็นแบบกะลาสีเรือ
ผู้ชายเป็นเครื่องแบบกะลาสีเรือ แล้วมีชุดเหมือนชุดดำน้ำอยู่ด้านใน
ผู้หญิงเป็นเครื่องแบบกะลาสีเรือแบบ GENIE (SNSD)

คิดกันได้

นอกจากชุดตำรวจจะเก๋ไก๋ขนาดนี้แล้ว
ชุดนักโทษก็ไม่แพ้กัน โดยชุดนักโทษหญิงและชาย
จะเป็นชุดราตรี โดยเฉพาะชุดผู้หญิงจะเป็นชุดยาวราตรีงดงาม ยาวรุ่มร่าม
เราก็มีเหตุผลที่ต้องให้ชุดนักโทษเป็นอย่างนี้ ซึ่งจะเขียนถึงต่อไป

ยานพาหนะของตำรวจ จะเป็น Jetski และ Banana Boat!!!

สถานีตำรวจเป็นอาคารที่อยู่บนเรือ
เคลื่อนย้ายที่ได้ ภายในอาคาร ตกแต่งสวยงาม
และใช้ประโยชน์ได้ เพื่อให้ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น
โดยที่ข้างล่างเป็นคุกเป็นเหมือนลูกๆห้อยอยู่ด้านล่างเรือ
โดยแต่ละลูกก็จะเป็นที่อยู่ของนักโทษหนึ่งคนเท่านั้น
ที่สำคัญคุกอยู่ในน้ำ เพราะฉนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า
ทำไมชุดนักโทษถึงต้องเป็นชุดราตรี
เพราะว่าถ้านักโทษออกมาได้ ก็จะเด่นมาก เห็นแต่ไกล
แล้วชุดก็รุ่มร่าม เคลื่อนที่ไม่สะดวก

นอกจากนี้ นักโทษเรายังมีเครื่องประดับคือสร้อยคอ
แต่ไม่ใช่สร้อยคอธรรมดา เป็นสร้อยคอที่มี censor
และเมื่อออกนอกเขตขัง มันจะระเบิดออก
(โหดได้อีกอ่ะ)

ให้นักโทษใส่ชุดราตรีแล้ว ห้องขังนักโทษ
ก็ตกแต่งอย่างงดงาม เพื่อให้เข้ากับชุด

หลายๆคนคงคิดพวกนี้นี่ฟุ้งซ่านกันจริง

ต่อจากนั้นก็มาดู flow งานของตำรวจของเรากัน
เริ่มจาก เมื่อมีคนเข้ามาติดต่อ ตำรวจก็จะรับเรื่อง
และเมื่อมีเหตุด่วน ตำรวจก็จะ slide ลงมา
ตามทาง slider แล้วก็ไปลงที่ jetski หรือ banana boat
แล้วก็ซิ่งต่อไปยังที่เกิดเหตุ
ซึ่งในการซิ่งไป ถ้าได้นั่ง banana boat ก็จะต้องโบกมือไปด้วย
เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจ
และเพื่อเพิ่มความสนิทสนมกับประชาชน

เป็นอย่างไรบ้างกับสถานีตำรวจของกลุ่มของเรา
แล้วสถานีตำรวจในอนาคตในความคิดของคุณหละ???

ต่อจากนั้นก็เดินเข้าไปดูใน shop ใน TCDC
ซึ่งก็รู้อยู่ว่าจะต้องมีของเก๋ๆ เท่ๆ แน่
แต่ราคาก็ไม่แพ้กันเหมือนกัน เลยไม่ได้ซื้ออะไรกลับมา

สุดท้าย ใครที่ยังไม่เคยไปที่ TCDC
แล้วอยากหาไอเดียใหม่ๆ หรือว่าอยากเปลี่ยนที่อ่านหนังสือใหม่ๆ
ก็อยากจะแนะนำให้ไปที่ TCDC
ถ้าไปครั้งแรก จะเข้าชมนิทรรศการได้ฟรี เมื่อแสดงบัตรประชาชน
(แต่ถ้าเข้าห้องสมุด ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น)


Monday, September 7, 2009

คำถาม คำถาม คำถาม

วันศุกร์ที่ผ่านมา
ก็ได้เล่นเกม
ตอนแรกที่ได้ยินว่าเป็นเกมถามคำถาม
ก็นึกว่า เหมือน 20 คำถาม
ก็นึกว่าง่ายๆ

แต่ไม่ใช่
เป็นเหตุการณ์จำลองที่ให้รายละเอียดมาแค่บางส่วน
เช่น รัฐบาลให้บิสกิตแก่เจ้าพนักงานของรัฐคนหนึ่ง ก่อนออกปฏิบัติหน้าที่

หรือ

ที่ข้างสระว่ายน้ำ มีคนนอนตายอยู่ และมีผ้าพันอยู่รอบใบหน้าของเขา

ก็ให้ถามคำถาม โดยที่คนตอบจะตอบแค่ใช่หรือไม่

กลุ่มที่เล่นด้วยกัน นี่แบบว่า จริงจังมาก
ก่อนถามนี่คิดสุดๆ ว่าคำถามจะถามยังไง
ถามแบบนี้ ซ้ำกับที่เคยถามไหม
จริงจังกันมาก

แต่มีคำถามอันนึงที่ถามแค่คำถามเดียว ก็คือ
ผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อไปยังสนามบิน เขาต้องถอดรองเท้าเสมอ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฮ่าๆ อันนี้ อ่านปุ๊บรู้ปั๊บ
จะให้เฉลยเลยไหม

ยังไงก็ลองทำดูนะ

เฉลย
รัฐบาลให้บิสกิตแก่เจ้าพนักงานของรัฐคนหนึ่ง ก่อนออกปฏิบัติหน้าที่
เพราะว่าเป็นไปรษณีย์ เลยให้บิสกิต ไปให้หมาตอนเช้า หมาจะได้ไม่กัด

ที่ข้างสระว่ายน้ำ มีคนนอนตายอยู่ และมีผ้าพันอยู่รอบใบหน้าของเขา
เพราะว่า ตึกที่เขาอยู่ไฟไหม้ เขาก็เอาผ้ามาพันกันควัน
แล้วจะกระโดดลงสระว่ายน้ำ แต่พลาดไป

ผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อไปยังสนามบิน เขาต้องถอดรองเท้าเสมอ
เพราะว่าที่สนามบินมีเครื่องตรวจโลหะ เขาอาจจะมีโลหะอะไรบางอย่างติดตัวอยู่
ก็เลยต้องถอดรองเท้า ตามคำสั่งของยามในสนามบิน
เพื่อตรวจเช็ค

Wednesday, September 2, 2009

การใช้คำสุ่ม (ต่อจากแพร่งความคิด)และการหามุมมองที่หลากหลาย

การใช้คำสุ่มเพื่อหาความคิดสร้างสรรค์
วิธีมีดังนี้
- กำหนดปัญหา และหัวข้อที่ต้องการ
- เลือกคำนามอย่างสุ่มเพียงคำเดียว อย่าเปลี่ยนคำ
- มองหาแนวคิด คุณค่าที่เกี่ยวข้องกับคำนั้น
- ประยุกต์แนวคิดปัญหาหรือหัวข้อที่ต้องการ

โดยหาคำสุ่มได้จาก
หนังสือทั่วไป พจนานุกรม วัตถุ

ก็ลองทำดู
เริ่มที่ บริการถ่ายภาพ ได้คำว่า กลุ่ม
ให้บริการเป็นกันเอง
บริการตนเอง
ถ่ายภาพกลุ่ม
บริการช่างกล้องเป็นกลุ่มตามแนว

ต่อมา เกมส์ออนไลน์แบบใหม่ ได้คำว่า หนัง (movies)
มีการผสมผสานเกมส์เข้ากับเนื้อเรื่อง เหมือนการดูหนัง
สร้างภาพให้เหมือนจริง หรือทำให้น่าดู
เนื้อเรื่องสนุก
ขายพร้อมหนัง

บริการโทรศัพท์มือถือแบบใหม่ ได้คำว่า ความรัก (แอบคิดในใจ : โอ๊ะง่าย)
มีเบอร์คู่ โทรถูก
ส่ง msg ถูก
ถ้าอยู่ใกล้กัน จะขึ้นรูปที่ต้องการทั้ง 2 เครื่่อง
ถ้าอยู่ใกล้กัน จะมี msg มาบอกว่าอีกคนอยู่แถวนั้น

ต่อมาเป็นกลยุทธ์สุดท้าย ต่อจากแพร่งความคิด
การหามุมมองที่หลากหลาย
โดยใช้การระดมสมอง (Brainstorm)
หรือ Six Thinking Hat

ซึ่งการระดมสมองมีกฎต่างๆดังนี้
แสดงความคิดอิสระ
ยิ่งแปลกยิ่งดี
ไม่วิจารณ์
ปริมาณมาก่อน

แต่ก็มีปัญหาคือ
ความคิดน้อย
การวิจารณ์
ไม่กล้าพูด

และก็ได้ดูการทำงานของบริษัท IDEO ในการออกแบบ
รถเข็นใน supermarket แบบใหม่
ซึ่งใช้การระดมสมองกัน

และหลักการ Six Thinking Hat
ซึ่งในการร่วมกันคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้ใส่หมวกสี
โดยหมวก 6 สี แต่ละสีมีความหมายดังนี้
ขาว -> fact
เหลือง -> มองข้อดี
แดง -> อารมณ์ ความรู้สึกแวบแรก
ดำ -> ข้อเสีย ระวัง ความเสี่ยง
น้ำเงิน -> การวางแผน

คุณก็ลองนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ดูบ้างสิ
เผื่อจะได้ความคิดอะไรดีๆ และอย่าลืมที่จะทำมันด้วย
ลงมือทำ อย่าเอาแต่คิด

Friday, August 28, 2009

แพร่งความคิด

กลยุทธ์ในการเชื่อมโยงอย่างอิสระ
รู้จักแพร่งความคิด
จากที่เรียนมา คิดว่า น่าจะเป็นการที่เรามีความรู้มากมาย หลายสาขา
จนสามารถรวมมันเข้าด้วยกัน กลายเป็นความคิดใหม่ๆขึ้นมา

เช่น DUNE เป็นนิยายที่่แต่งโดย Frank Herbert(1920-1986)
ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ
การเดินทางในอวกาศ ยาเสพติด นิเวศวิทยา
การดำรงชีพในทะเลทราย พันธุวิศวกรรม
ศักยภาพของมนุษย์ ปรัชญา จิตวิทยา การเมือง และศาสนา

เนื้อเรื่องเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการของ Frank
คุณลองคิดดูว่า เมื่อเกือบ 90 ปีก่อน จะมีคนที่คิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
ที่อาจจะเกิดขึ้นจริงได้ ในอีกหลายๆปีข้างหน้านี้ได้

ซึ่งนิยายเรื่องนี้ก็โด่งดังมาก จนนำมาสร้างเป็นหนังทั้ง series และหนังโรง

เบื้องหลังที่ทำให้ Frank สามารถที่จะสร้างนิยายแบบนี้ได้
ก็เป็นเพราะว่า Frank มีความรู้ในหลายๆด้าน
ที่เค้าเคยได้ทำมาในสาขาอาชีพของเขา

และรวมถึง Mike Oldfield ที่เป็นผู้สร้างเพลง Tubula Bell ที่เป็น
OST ของหนังเรื่อง Exorcist
หรือแม้แต่ Sir Richard Branson ที่เป็นเจ้าของ Virgin
ที่ตั้งสายการบิน Virgin Atlantic ขึ้นมา เนื่องจากเหตุการณ์เล็กๆเพียงนิดเดียว
ที่คนอย่างเรา อาจมองข้าม แต่ Sir Richard ไม่
เขากลับมาคิดหาเหตุ และตัดสินใจที่จะก่อตั้งธุรกิจสายการบินขึ้นมา

สิ่งที่ทุกคนที่กล่าวถึง มีเหมือนกัน คือ ความรู้ในหลายสาขา ที่นำไปสู่ความคิดใหม่ๆ
ความรู้ในหลายสาขานี้ จะก่อให้เกิดความคิดผสมผสาน

และบางทีแหล่งความรู้ที่ดีที่สุดของเรา ก็คือ ธรรมชาตินี่แหละ
เช่น สถาปัตยกรรมอาคาร Eastgate ในซิมบับเว
ที่เลียนแบบจอมปลวก ทำให้ไม่ต้องใช้แอร์
และอาคารนี้ก็ทำให้คนออกแบบได้รับรางวัลงานออกแบบอาคารยอดเยี่ยมด้วย

การที่เราจะมีความรู้ในหลายสาขา หรือทลายกรอบความเคยชิน
หรือทำลายสิ่งกีดขวางความคิดสร้างสรรรค์ของเราได้
เราต้องทำดังนี้
พูดคุยกับคนนอกศาสตร์ จะทำให้เราได้รับมุมมองที่แตกต่างออกไป
ทำกิจกรรมที่ไม่เคย
การกระตุ้นอย่างสุ่ม ซึ่งจะพูดถึงต่อไป
และการอุปมาอุปไมย

การอุปมาอุปไมย
คือการเปรียบเทียบของสิ่ง 2 สิ่ง
เช่น การสมัครงานกับการใช้บริการ BTS ซึ่งได้ดังนี้
มาก่อนได้ก่อน
มีคำแนะนำ แต่ต้องทำเอง
เส้นทาง fixed ถ้าจะไปทางอื่น ก็ต้องเดินไปเอง ขวนขวายเอง
มีจุดหมายปลายทาง แต่สามารถขยายต่อเพิ่มได้
คุณก็ลองคิดดูเอาเพิ่มเองอีกละกัน ว่า 2 สิ่งนี้มีอะไรที่เหมือนกันอีก



Saturday, August 22, 2009

การหา idea ใหม่ (continued)

หลังจาก 2 อาทิตย์ก่อนหน้า ก็เป็นเรื่องการหา idea ใหม่ด้วยวิธีต่างๆ เช่น
การย้อนกลับสมมติฐาน

แต่ในอาทิตย์นี้
เริ่มที่กลยุทธ์การเชื่อมโยงอย่างอิสระ
คำหลัก - แพร่งความคิด
ซึ่งได้กล่าวถึงผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านความคิดแปลกใหม่ เช่น
Frank Herbert ผู้แต่งเรื่อง DUNE
Sir Richard Branson เจ้าของ Virgin
Mike Oldfield เจ้าของเพลงจาก Tubular Bells
Deepak Chopra เจ้าของวิธีการทางแพทย์รักษาอาการเจ็บป่วยด้วยตนเอง

ซึ่งมีความรู้หลายสาขา จึงทำให้นำไปสู่ความคิดใหม่ๆ
ซึ่งความคิดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ
แบบเฉพาะทาง พูดง่ายๆคือ เหมือนศาสตร์ที่ได้รำเรียนมา เป็นแนวเดียว
และแบบผสมผสาน คือการนำความรู้ที่มีอยู่ มาประยุกต์เกิดเป็นสิ่งใหม่ๆ

สิ่งที่เกิดจากความคิดผสมผสาน นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมี
Eastgate Building ในซิมบับเว ที่เลียนแบบจอมปลวก
เนื่องจากเป็นอาคารที่ไม่ติดแอร์
Magic:The Gathering หรือ Magic Card
ที่สร้างโดยนักคณิตศาสตร์ Richard Garfield
ซึ่งเราจะต้องผจญภัยกับแพร่งความคิดต่างๆ
ก่อนที่ความคิดจะตกตะกอน เกิดเป็นความคิดที่ดี

ต่อจากนั้นก็เป็นการสร้างแพร่งความคิด
ซึ่งกล่าวถึงการขจัดสิ่งกีดขวางการเชื่อมโยง ดังนี้
  1. พูดคุยกับคนนอกศาสตร์
  2. ทำกิจกรรมที่ไม่เคย
  3. อุปมาอุปไมย
  4. กระตุ้นอย่างสุ่ม
การอุปมาอุปไมย เช่น เรื่องการสมัครงานกับการใช้บริการ BTS
มีอะไรที่เหมือนกัน
มาก่อนได้ก่อน
มีขั้นตอน คำแนะนำบอก แต่ถ้าจะทำต้องทำเอง
เส้นทาง fix แต่ถ้าจะไปทางอื่น ก็ต้องหาเอง
มีจุดหมายปลายทาง แต่สามารถขยายต่อเพิ่มได้

และยังมีตัวอย่างสถาปัตยกรรมอีกอย่างที่บ่งบอกถึงแนวความคิดใหม่
คือ Gateshead Millenium Bridge ในประเทศอังกฤษ
ที่ออกแบบโดยเลียนแบบจากเปลือกตา

นอกจากนี้ก่อนพัก อาจารย์ก็ได้สอนท่าโยน juggling ท่าใหม่
over the top
ฮ่าๆ ท่าเดิมยังทำไม่ได้เลย

Saturday, August 15, 2009

innovative thinking และวิทยากร 2 คน

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม คาบเรียน innovative thinking
ได้มีวิทยากรถึง 2 คนในคาบเรียนเดียว
คนแรกคือคุณศณพงษ์ ธงไชย เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรนักประดิษฐ์ไทย
ได้มาพูดถึงเรื่อง นวัตกรรมต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องอวกาศ และนวัตกรรมสังคม
เรื่องอวกาศ ได้พูดถึงเรื่องการแข่งขัน
ที่ถ้าหากใครทำยานที่บินขึ้นเหนือพื้นโลกมากกว่า 100 km และมีนักบิน 1 คนได้
ก็จะได้รางวัล 100 ล้าน ไม่แน่ใจหน่วยเงิน
การแข่งขันนี้ก็ได้ผ่านไปแล้ว ซึ่งก็มีคนทำได้
เป็นคนเยอรมัน ยานชื่อ Virgin Galactic

ต่อจากนั้น ก็ยังมีการประกวด แต่เป็นให้มีคนอยู่ในยานได้ 3 คน
ก็ยังคงประกวดกันอยู่

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องต่างๆ เช่น
0 Kelvin (-273.15 celcius) จะทำให้โมเลกุลหยุดนิ่ง
กล้อง Hubble ดูไปได้ไกล 20 พันล้านปีแสง
แม่เหล็กขั้วเหนือและขั้วใต้ ดึงดูดด้วยแรงที่ไม่เท่ากัน

ยานบินใช้แม่เหล็ก ใช้พลังงาน 8 GKW
คนคุมด้วยนิ้ว หยุดโดยใช้พลังงานแม่เหล็กต้าน
การหลบหลีกวัตถุ ให้ใช้แม่เหล็กขั้วลบ
การหลบหลีกหลุมดำ ให้ใช้ speed เร็วกว่าแสง

ต่อมาเป็นเรื่องนวัตกรรมสังคม
มีหลักดังนี้
  1. ทำยากให้ง่าย
  2. เปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์
  3. ยกระดับศึล จริยธรรม
  4. ทดแทนการนำเข้า
  5. ภาคการผลิตจริง
นอกจากนี้คุณศณพงษ์ ก็ยังให้กินลำไยที่เขาทำเอง
เป็นการนำลำไยไปอบที่ความร้อน 40 องศา
เป็นลำไยที่มีน้ำเกลืออยู่ข้างในเนื้อของมัน
กินแล้วจะได้ไม่ร้อนใน
และยังให้กินเม็ดมะรุม ที่มันฉุนๆ ติดลิ้น

พอจบการบรรยายของคุณศณพงษ์ ก็เป็นช่วงพัก
ก็ได้กินขนมไทยกัน ซึ่งคุณพลศักดิ์ ปิยะทัต วิทยากรคนที่สองซื้อมาให้กินกัน
(ขอบคุณมากค่ะ ขนมอร่อยมาก)

คุณพลศักดิ์ เป็นผู้สร้างเครื่องฟอกอากาศ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท alpine
ซึ่งขายเครื่องฟอกอากาศดังกล่าว ซึ่งเครื่องฟอกอากาศนี้ได้ไปชนะระดับโลกมาด้วย
มาวันนี้ คุณพลศักดิ์ ก็ได้พูดถึงเรื่อง Innovation to Commercial

การสร้างนวัตกรรมต้องคำนึงถึง
technology , พาณิชย์ , การยอมรับของผู้ซื้อ , สิ่งแวดล้อม

ปัญหาและอุปสรรคของนักประดิษฐ์ไทย
  1. บุญหรือกรรม ที่เกิดมาเป็นคนไทย เนื่องจากพอพูดว่าเป็นคนไทย คนต่างชาติก็ไม่ค่อยยอมรับ
  2. มักชอบดูแคลนคนไทยด้วยกัน
  3. มีแต่ความอคติ
  4. รัฐไม่สนับสนุน
  5. ชอบบอกว่าของไทย ไม่มีมาตรฐาน
  6. ระบบการศึกษาไทย มีแต่สอนให้เป็นลูกจ้าง
  7. ต้นทุนสังคมต่ำ
ซึ่งพอได้ฟังเรื่องดังกล่าว ก็คิดๆดู ก็เห็นจะเป็นความจริง

ต่อมาก็ได้พูดถึงองค์ประกอบที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีดังนี้
  1. รูปแบบผลิตภัณฑ์
  2. เทคโนโลยี
  3. การยอมรับของผู้ใช้
  4. ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม
  5. การวางแผนในเชิงการตลาด
  6. ต้นทุนการจัดการต่ำ
  7. ลอกเลียนแบบ
  8. ฉ้อโกง
  9. การใช้อำนาจ
  10. ความเป็นอัจฉริยะ
และในครั้งนี้ก็ได้รับรู้ความจริงอีกอย่างว่า
ในจำนวนธุรกิจใหม่ขนาดเล็กทั้งหมด
มากกว่า 50% จะล้มภายใน 1 ปี
และ 95% จะล้มภายใน 5 ปี

นอกจากเรื่อง innovation to commercial แล้ว
ก็ยังคุยเรื่องการปั่น google อีกด้วย



แต่คาบเรียนนี้ เรียนไม่ค่อยมีประเด็นเท่าไหร่
เนื้อเรื่องกระจัดกระจาย

Wednesday, August 12, 2009

การย้อนกลับสมมติฐานเพื่อหา idea ใหม่


วันศุกร์ที่ผ่านมา
อาจารย์มาสอนช้า ก็ต้องโยนjuggling กันไปพลางๆ
เพื่อรออาจารย์มาสอน

เมื่ออาจารย์มาสอน ก็เป็นการสอนต่อจากคราวที่แล้ว
การหาไอเดียใหม่
อาทิตย์นี้เป็นการหาไอเดียใหม่จาก การย้อนกลับสมมติฐาน

ก็ยกตัวอย่างเลยแล้วกัน เพื่อความเข้าใจ
เช่น ร้านอาหาร
สมมติฐานทั่วไปของลักษณะของร้านอาหารก็มีดังนี้
มีเมนู
มีพนักงานเสิร์ฟ
มีโตีะเก้าอี้ให้นั่งกิน
บริการอาหาร

เราก็ย้อนกลับเป็น
ไม่มีเมนู -> มีวัตถุดิบวางหน้าร้าน ให้เลือกแล้วให้ลูกค้าสั่งว่าจะให้ทำอะไร
ไม่มีพนักงานเสิร์ฟ -> เป็นร้านอาหารบริการตนเอง
ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งกิน -> เป็นร้านอาหารเดินกิน อาจจะขาย cocktail พอดีคำ
บริการอาหาร -> อาจจะบริการอย่างอื่นด้วย เช่น ร้านหนังสือ ร้านกาแฟ

วิธีการนี้ก็ทำให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆ ได้เหมือนกัน

แต่บางทีการที่เราเคยชินกับอะไรบางอย่างแล้ว
เมื่อถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนแปลง บางครั้งการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ทำได้ยาก
อย่างเช่น keyboard แบบ QWERTY

คุณเคยคิดไหมว่า ทำไม keyboard ต้องเป็นแบบ QWERTY
บางคนอาจจะตอบว่า เพราะว่าเป็นแบบที่พิมพ์ง่าย
ตัวอักษรที่ใช้บ่อยอยู่ใกล้

แต่ลองสังเกตดูอีกทีสิ
คุณจะพบว่า อักษรที่ใช้บ่อยๆ จะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก เช่น
ตัว A อยู่ที่นิ้วก้อยซ้าย
และตัวที่อยู่กลางๆ พิมพ์ง่ายๆ จะไม่ใช่ตัวอักษรที่ใช้บ่อย

ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะว่า keyboard นี้คิดค้นขึ้นมา เพื่อให้พิมพ์ได้ช้า
เนื่องจาก keyboard นี้ใช้มาตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นเครื่องพิมพ์ดีด
ถ้าพิมพ์เร็วเกินไป จะทำให้แป้นพิมพ์มันติด
เคยลองพิมพ์เร็วๆด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแล้ว ก็ติดจริงๆ

แต่ปัจจุบัน เราใช้คอมพิวเตอร์กัน มันคงไม่มีการที่แป้นพิมพ์ติดแล้ว
แต่ทำไมไม่มีใครเปลี่ยนแป้นพิมพ์หละ
ที่จริง เคยมีคนคิดค้น keyboard แบบใหม่แล้ว
แต่คนก็ไม่นิยมใช้กัน เนื่องจากชินกับแบบ QWERTY แล้ว

เพราะฉนั้น คนเราก็ไม่ได้ต้องการเพียงแต่ idea ใหม่แล้วจะ work
ก็ต้องดูปัจจัยอย่างอื่นด้วย

นอกจากการเรียนแล้ว อาทิตย์นี้ก็ยังได้รับผลการประเมิน
คุณลักษณะเด่นของตัวเอง
ก็ขอเก็บไว้ ไม่เขียนใน blog ละกัน

ที่สำคัญ อาทิตย์นี้อาจารย์ได้ให้การบ้านสองอย่าง คือ
ให้คิด project งานเดี่ยว 1 อย่าง
งานกลุ่ม 3 คน 1 อย่าง
ที่สร้างสรรค์

โอ่ว จะทำอะไรดีเนี่ย

Friday, July 31, 2009

From Juggling to Sweat and Ache


วันนี้ก็ไปเรียนคาบ innovative thinking ตามปกติ
เพียงแต่ย้ายห้องเรียนไปห้องที่ใหญ่กว่า พื้นที่กว้างกว่า

และเป็นที่รู้กันของทุกคนว่า วันนี้จะเป็นวันที่ได้เรียนการโยน juggling

พอเดินเข้าไปในห้อง (อาจารย์ยังไม่มา) ก็ต้องตกใจ เพราะทำไมทุกคนฟิตอย่างนี้
เกือบทุกคนที่อยู่ในห้องเอา juggling ของตัวเองมาโยนฝึก บางคนก็โยนได้แล้ว

แต่ที่อึ้งกว่าคือ วันนี้ทำไมมีคนอื่นอยู่ด้วย และก็มีกล้องมากมายมาถ่ายด้วย

และในที่สุด อาจารย์ก็มาถึงในห้อง และก็บอกว่าวันนี้มี surprise
คือ มีการถ่ายวีดีโอและรูปถ่ายจาก TCDC เพื่อนำไปเผยแพร่ในโครงการหนึ่งของ TCDC

และแล้ว class ก็เริ่มขึ้น


เริ่มจากการโยนลูกเดียวก่อน โดยจินตนาการว่ามีกรอบสี่เหลี่ยมอยู่ข้างหน้า
และต้องโยนไปมุมบนของอีกด้าน หรือพูดง่ายๆคือ โยนเป็นเส้นทแยงมุม

เมื่อโยนจนได้แล้ว ต่อมาก็จะเป็นการโยน 2 ลูก
อันนี้ก็เริ่มที่จะยากขึ้น
การโยน 2 ลูกจะเริ่มจาก ฝั่งA โยน และประมาณว่าเมื่อลูกอยู่ที่จุดสูงสุดของการโยน ให้โยนอีกลูกจากฝั่ง B
และให้รับลูกที่ฝั่ง B (ลูกที่ฝั่ง A โยนมา) ก่อน แล้วจึงรับลูกที่ฝั่ง A (ลูกที่ฝั่ง B โยนมา)
หรือจะกำหนดจังหวะการโยนด้วยการพูด 1 2 1 2 ซึ่งการนับเลขนี้ work มาก ลองทำดู

แล้ว step ต่อมาก็คือ การโยน 3 ลูก อันนี้ยากอยู่ แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆก็ได้แน่นอน
การโยน 3 ลูกจะเหมือนกับการโยน 2 ลูก แต่จังหวะจะเร็วขึ้น



ทั้งหมดที่พูดมาฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ยากอะไร (หรอ?)
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้คาบเรียนนี้ก็คือ

"เหงื่อท่วม"

ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าจะมีเหงื่อเยอะ จริงๆในห้องก็เปิดแอร์เย็น
แต่ที่เหงื่อท่วมนี่ก็เป็นเพราะการเก็บลูกที่หล่น และยิ่งเพิ่งฝึก
เมื่อพูดถึงการฝึก ก็ต้องพูดถึงการผิดพลาด
และถ้าพูดถึงการผิดพลาดของการเล่น juggling ก็คือ ลูกตกลงพื้น
และสิ่งที่ตามมา ก่อนจะเล่น juggling ครั้งต่อไปก็คือ เราต้องไปเก็บลูกขึ้นมา
ต้องย่อตัวหรือก้มไปเก็บลูกขึ้นมา

ก็คิดดูสภาพแล้วกัน เหนื่อยมาก
จริงๆแล้ว ตอนเก็บลูกในคาบเรียนก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมายนัก
อาจจะเป็นเพราะกล้ามเนื้อยังไม่แสดงอาการ
แต่ พอวันรุ่งขึ้น (วันเสาร์) โอ๊ย ไม่อยากจะพูด ปวดขาสุดๆ
อย่างกับไปลุกนั่งมาประมาณ 50-100 รอบ อย่างนั้นเลย

คาบเรียนนี้นอกจากจะเรียนการโยน juggling แล้ว
อาจารย์ก็ได้สอนต่อจากชั่วโมงก่อนหน้า
ต่อจาก innovative thinking ครั้งก่อน

เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้คำตรงข้าม เพื่อทำให้เกิด idea
เช่น การคิดว่าทำอย่างไรจะให้บริษัทหนึ่งรับเราเข้าทำงาน
ก็คิดในแบบตรงข้าม ก็คือให้คิดว่า
ถ้าเราทำตัวแบบใด แล้วบริษัทนั้นจะไม่รับเข้าทำงานแน่ๆ
เราก็ห้ามทำแบบนั้นโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้คำว่า what if ...
เพื่อให้เกิด idea และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ
นั่นคือ ให้คิดว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ... เช่น

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า Doraemon มีจริง และมีบ้านละ 1 ตัว
ประมาณว่า พอสร้างบ้านมีประปา มีไฟฟ้า พร้อม Doraemon 1 ตัว

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าในโลกมีแต่ 2 มิติ
ประมาณแบบ เกมmario อะไรอย่างนั้น ที่ทุกคนเดินได้แค่ระนาบเดียว

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าทุกคนหน้าตาเหมือนกัน
คงตลกน่าดู ทุกคนหน้าเหมือนกันหมด

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจริงๆแล้วโลกที่เราอยู่เป็นเพียงโลกที่สร้างขึ้น
ในห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์มนุษย์ต่างดาว
ซึ่งมนุษย์ต่างดาวกำลังศึกษาความเป็นไปของเราอยู่
อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นไง คงอึ้งน่าดู

และสุดท้าย จะเกิดอะไรขึ้น ถ้างานเลี้ยงไม่มีวันเลิกรา

นอกจากนี้ก็ยังให้คิดเรื่องที่จะทำให้บริษัทหนึ่งๆล้มลง เจ๊งนั่นเอง
และได้ทำเรื่องของ UBC
สิ่งที่จะทำให้ UBC เจ๊งก็คือ

คนเบื่อ AF และโฆษณา AF ต่างๆ เช่น เพลง บลาๆๆ
ของที่มีฉายมีให้โหลดทั้งหมด
internet เร็วมา มีการถ่ายทอดสดให้ดูทาง internet เป็นแบบ full HD ด้วย
คนไม่ต้องการดู TV แล้ว
มีบริษัทขายเครื่อง Tune สัญญาณถูกกว่า (อ่ะนะ)
กทช.ออกกฎหมายให้เปิด free tv หลายๆช่อง มีรายการน่าสนใจมากมาย
มีบริษัทคู่แข่งที่ดีกว่า

มีพายุหมุน ดูดจาน UBC ไป
สุดท้าย
ทุกคนมีแต่ความรัก ความรักทำให้ตาบอด ก็เลยไม่ต้องดู TV แล้ว

ต่อจากการเรียนก็เหลือเวลานิดหน่อย TCDC ก็โฆษณาโครงการของเขา
VTR งดงามมากค่ะ
แล้วแนวคิดก็ดีมากๆ ถ้าใครว่างก็ไปดูกิจกรรมของเขากันได้ที่ Emporium

หลังจากการโฆษณา ก็ฝึก juggling ต่อ
เฮ้อ ! เหนื่อยเก็บลูกจริงๆ (อ่ะนะ)

๛ PouNdPoN (●>ω<●) ๛

Monday, July 27, 2009

Creative Movies กับ Dead Poets Society

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ก็ไปเข้าเรียนวิชา innovative thinking ตามปกติ

แต่คาบเรียนนี้มาแปลก ให้ดูหนัง เรื่องนึงชื่อเรื่องว่า

"Dead Poets Society"

เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1989 นานมาก ปีนี้ก็ครบ 20 ปีพอดี

ที่แสดงนำโดย Robin Williams, Robert Sean Leonard และ Ethan Hawke

หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัล Oscar ในปี 1990 ด้วย
จากสาขา Best Writing, Screenplay Written Directly for the Screen : Tom Schulman

และยังได้เข้าชิงอีก 3 สาขาด้วย
Best Actor in a Leading Role : Robin Williams
Best Director : Peter Weir
Best Picture : Steven Haft , Paul Junger Witt , Tony Thomas

ก็มาพูดถึงเนื้อเรื่องกันบ้าง ถ้าใครยังไม่ได้ดูและอยากจะดู ก็อย่าอ่านก็แล้วกัน มัน spoil


เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้จะเกี่ยวกับ เด็กนักเรียน 7 คน ในโรงเรียนเตรียมอุดมชายล้วน ชื่อว่า Welton
ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์สอนภาษาอังกฤษใหม่ ที่ชื่อว่า Mr.John Keating(นำแสดงโดย Robin Williams)
ซึ่งมีรูปแบบการสอนที่แปลกแหวกแนว ไม่เหมือนรูปแบบการสอนของอาจารย์ในโรงเรียนนั้น
โดยเขาจะเน้นการมีส่วนร่วมและความรู้สึกของนักเรียนเป็นหลัก เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์
และรักในสิ่งที่เรียน
วิธีการสอนของ Keating แหวกแนว ถึงขั้นสั่งให้นักเรียนฉีกหนังสือทิ้ง
เพราะเห็นว่า บทเรียนในหนังสือ ไม่เป็นความจริง และไม่ควรเอามาเป็นบทเรียน

อีกทั้งยังให้เรียกเขาว่า "O Captain! My Captain!"

นอกจากนี้ก็ยังให้ยืนบนโต๊ะ เพื่อเป็นการบอกว่า ให้มองในมุมมองที่แตกต่าง


ซึ่งบทเรียนแรกของเขาเป็นเรื่องบทกลอนที่พูดถึง
การดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ ก่อนที่คนเราจะตายไป
หรือสรุปออกมาเป็นคำสั้นๆ ที่ Keating พูดก็คือ

"carpe diem"
(Latin for 'seize the day')


พวกนักเรียนในห้องก็รู้สึกประหลาดใจกับรูปแบบการสอนแล้ว
แต่ก็มีกลุ่มนักเรียน 7 คนที่โดดเด่นในเรื่อง ได้ไปขุดคุ้ยเรื่องของอาจารย์ เพราะอาจารย์เป็นศิษย์เก่ามาก่อน
และได้รู้เรื่องของ Dead Poets Society (ซึ่งเป็นชื่อของหนังเรื่องนี้นั่นเอง)
ซึ่งเป็นชมรมที่ตั้งขึ้น เพื่อร่วมกันอ่านกลอนที่ถูกประพันธ์ขึ้นไม่ว่าจะโดยใครก็ตาม รวมทั้งตัวนักเรียนกันเอง
โดย Mr.Keating ตอนเป็นนักเรียน เป็นประธานชมรมนี้

นักเรียนทั้ง 7 คนนี้ก็ได้รวมตัวกัน เพื่อรื้อฟื้นชมรมนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

แต่ทุกเรื่องก็ไม่ได้ดำเนินไปด้วยดีตลอด
เพราะแต่ละโรงเรียนก็มีกฎของมันอยู่
นักเรียนคนนึงในกลุ่มนั้น ชื่อว่า Charlie ได้ตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับความคิดเห็นของเขา
ว่า อยากให้มีนักเรียนหญิงบ้างในโรงเรียน

เมื่อทางโรงเรียนทราบเรื่องก็หาตัวผู้กระทำความผิด และCharlie ก็ยอมรับว่า เขาได้กระทำเพียงคนเดียว

นอกจากนี้ เมื่อได้รับความกล้าหาญในการดำเนินชีวิตจาก Keating แล้ว
Neil นักเรียนคนนึงในกลุ่มนั้น ก็พยายามที่จะแสดงละครเรื่อง A Midsummer Night's Dream โดย Shakespeare
ซึ่งเมื่อไป cast ก็ปรากฏว่า เขาได้แสดง แต่เขายังไม่ได้บอกพ่อและแม่ของเขา ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่อนุญาตให้เขาแสดงแน่นอน

เขาต้องทะเลาะกับพ่อ ซึ่งอยากให้เขาเรียนหมอ และบอกให้เลิกแสดง
แต่เขาก็ยังไปแสดงละคร
เมื่อพ่อของเขารู้เรื่อง ก็ดำเนินการให้ Neil ออกจากโรงเรียนและเตรียมตัว เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ดีๆ
แต่เมื่อกลับถึงบ้านไม่นาน คืนนั้น Neil ก็ได้ยิงตัวตาย

ทางพ่อและแม่ของ Neil ก็ร้องขอให้ทางโรงเรียนสืบสวนสาเหตุการตายของ Neil
และก็ได้โยนความผิดนี้ให้แก่ อาจารย์ John Keating

ซึ่งนักเรียนก็ต้องถูกบังคับให้เซ็นชื่อว่า Keating เป็นผู้รับผิดชอบกับการตายของ Neil

และในตอนท้ายเรื่อง Keating ก็ได้เข้าไปในห้องเรียนเพื่อเก็บของ
และเมื่อจะออกไป เขาก็ได้ยิน "O Captain! My Captain!"
และนักเรียนก็เริ่มที่จะยืนบนโต๊ะ จนเกือบทุกคนในห้อง ซึ่งเขาได้เคยสอนไว้ในคาบเรียน


และหลังจากที่ดูหนังจบแล้ว ก็มีคำถามให้ตอบ 5 ข้อ
ซึ่งก็เกี่ยวกับเรื่องข้อคิด แนวคิดเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้มีเยอะมาก
แต่ที่หลักๆ เห็นได้ชัด ก็คือ

การมองในมุมมองที่แตกต่าง การทำอะไรที่แตกต่าง และรู้จักกาละเทศะ

ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า และใช้สติปัญญาในการใช้ชีวิตด้วย

"Carpe diem" (Seize the day)

แล้วคุณล่ะ ตอนนี้คุณใช้ชีวิตให้คุ้มค่าแล้วหรือยัง ถ้ายังก็เริ่มได้แล้ว Carpe diem!




เขียนเรื่องนี้ ช้าไปหน่อย จริงๆก็ไม่หน่อย แต่แอบลืมเล็กๆ

Wednesday, July 8, 2009

กลยุทธ์ในการหา idea

คุณอาจจะมีปัญหาในการคิดสิ่งอะไรใหม่ๆที่แตกต่าง หรือ คิดอะไรออกมาก็ดูซ้ำซากไปหมด
กลยุทธ์เหล่านี้อาจช่วยคุณได้ กลยุทธ์นี้มี 3 ข้อ คือ

1. การหาทางเลือกจำนวนมาก เหมือนที่ได้กล่าวไปแล้วใน post "คุณจะใช้บารอมิเตอร์วัดความสูงของตึกได้อย่างไร"
โดยมีกฏทองของความคิดสร้างสรรค์ ว่า "กำหนด quota ของ idea แล้วหา idea ให้มากกว่าหรือเท่ากับจำนวน quota นั้น"

2. การแสดงรายการคุณลักษณะ (Attribute Listing) คือการที่คุณคิดสิ่งของหรืออะไรสักอย่าง แล้วคุณก็คิดคุณลักษณะของมัน เพื่อประกอบเข้ามา เป็นผลงานอันใหม่ เช่น หา idea โทรศัพท์มือถือใหม่
ก่อนอื่นก็อาจจะคิดว่า มือถือที่คุณต้องการจะทำอะไรได้บ้าง สี รูปร่าง ปุ่มกด เป็นอย่างไร list รายการออกมา แล้วก็เลือก
เช่น มือถือของกลุ่มของฉัน ไม่มีรูปร่างถาวร สามารถปั้นได้และสามารถเปลี่ยนหน้ากากได้ default จะเป็นลิง หน้ากากรูปลิง มีขน ซึ่งขนสามารถยาวได้
หน้าจอจะขึ้นรูปหน้าคนที่กำลังติดต่อด้วย เป็นภาพ 3 มิติ
ที่ท้องของลิงจะมีสะดือ ซึ่งเป็นปุ่มกด 1 ปุ่ม เมื่อกดปุ่มนั้น จะมีปุ่มตัวเลขและปุ่มอื่นๆ เป็นภาพ hologram ซึ่งสามารถกดได้

คุณก็ลอง list ลักษณะต่างๆของสิ่งที่คุณต้องการดูสิ
อาจจะเป็นเรื่องที่สนุก ทำให้เกิดความคิดอะไรใหม่ๆ มากมาย

"ฝึกนิสัยให้เป็นนักผลิตไอเดียจำนวนมาก แล้วทำให้ไอเดียนั้นเป็นจริง"

3. การตั้งคำถาม คุณอาจจะงงว่าการตั้งคำถามเกี่ยวอะไรกับการหาไอเดียใหม่ แต่การถามคำถามนี่แหละ ที่จะทำให้คุณได้รับคำตอบที่คาดไม่ถึง
แต่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบคำถามด้วย รูปแบบคำถามที่เปิดโอกาสให้คุณได้ไอเดียต่างๆ คือ

"In what ways might I ... ?"
"ฉันสามารถจะ ... ด้วยวิธีใดได้บ้าง"

แทนที่คุณจะถามว่า ฉันสามารถจะ ... อย่างไร คำถามเช่นนี้จะทำให้คุณปิดไอเดียของคุณ เพราะคุณจะตอบคำถามด้วยคำตอบเพียงคำตอบเดียว
แต่เมื่อคุณถามตัวเองว่า "ฉันสามารถจะ ... ด้วยวิธีใดได้บ้าง" คุณจะพบว่าคุณจะตอบคำถามนี้ด้วยคำตอบต่างๆมากมาย

เทคนิคการตั้งคำถามยังมีประโยชน์อื่นๆอีก เช่น คุณอาจใช้ why-why diagram ในการหาสาเหตุของปัญหาต่างๆ
ซึ่ง why-why diagram มีรูปร่างหน้าตาดังนี้
เช่น คุณอาจจะตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดคุณถึงเรียนไม่เก่ง ก็คิดเหตุผลที่เรียนไม่เก่งมาประมาณ 3 ข้อ หรือมากกว่านั้น
แล้วจึงหาสาเหตุของเหตุผลนั้นๆต่อไปอีก

เพียงใช้ 3 กลยุทธ์ดังกล่าวนี้ คุณจะต้องได้ไอเดียใหม่ๆ ในการทำหรือประดิษฐ์สิ่งที่คุณต้องการอย่างแน่นอน

Wednesday, July 1, 2009

My Role Models




1. Warren Buffett (เกิดเมื่อ 30 สิงหาคม 1930) เป็นนักลงทุนชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และ CEO ของ Berkshire Hathaway มีชื่อเสียงมากทางด้านหลักการการลงทุน และความประหยัด ทั้งๆที่ตัวเขาเองรวยมาก (ในปี 2008 ก็ได้เป็นคนที่รวยที่สุดในโลก แย่งตำแหน่งนี้ไปจาก Bill Gates แชมป์ 15 ปีซ้อน)

เขาเป็นลูกชายคนเดียว และเป็นลูกคนที่สองของ Howard Buffett
เมื่อพ่อของเขาได้รับเลือกตั้งเพื่อเข้าไปทำงานในรัฐสภา ตอนเขาอายุประมาณ 15 ปี เขาก็สามารถเริ่มธุรกิจของตัวเองได้จากเงินก้อนนึง โดยได้ซื้อเครื่องเล่น pinball ที่ตั้งอยู่ในร้านตัดผม 3 แห่งด้วยกัน
เขาจบการศึกษาปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ มาจาก University of Nebraska และปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์ มาจาก Columbia University


หลังจากที่จบการศึกษาปริญญาโท เขาก็ได้เข้าทำงานที่บริษัทต่างๆ รวมถึงก่อตั้ง Buffett Partnership Ltd. ในปี 1956 และหลังจากนั้นเขาก็ได้เข้าลงทุนในหุ้น และก่อตั้งบริษัทอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ โดยได้ร่วมลงทุนกับคนอื่นๆที่เขารู้จัก
และในปี 1979 เมื่อหุ้นที่เขาซื้อไว้แต่แรก ราคาขึ้น ก็ทำให้เขามีทรัพย์สินทั้งหมด 620 ล้านดอลลาร์ และได้ขึ้นนิตยสาร Forbes 400 เป็นครั้งแรก

นอกจาก Warren Buffett จะเป็นคนที่รวย ประหยัด แล้ว เขายังใจบุญอีกด้วย
โดยในปี 2006 เขาได้ให้คำสัญญาว่า เขาจะค่อยๆมอบ 85% ของหุ้น Berkshire class B ให้แก่มูลนิธิ 5 แห่ง ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2006 และมูลนิธิที่ได้ส่วนแบ่งมากที่สุดก็คือ Bill and Melinda Gates Foundation ซึ่งได้ถึง 83%

และยังตั้งมูลนิธิขึ้นมา เช่น Susan Thompson Buffett Foundation Buffett Foundation

ปัจจุบัน Warren Buffett ถือหุ้นขององค์กรหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือมากมาย เช่น ABC Coca-Cola Company

เหตุผลที่เลือก Warren Buffett เพราะว่า
เขาเป็นคนที่มีความฉลาดในด้านการวิเคราะห์ตลาดหุ้น ตลาดการเงิน รู้ความต้องการ ความเป็นไปในอนาคต
และเป็นคนที่ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย เช่น ขับรถเอง เงินเดือนน้อย และในปี 2006 ก็มีรายงานว่าเขาไม่พกมือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน ถึงแม้จะมีเงินมากมาย อีกทั้งยังคืนกำไรสู่สังคม โดยบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิต่างๆ และเป็นคนที่ทำอะไรต้องไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ


-----------------------------------------------------------------------------------



2. Angelina Jolie (Angelina Jolie Voight เกิดเมื่อ 4 มิถุนายน 1975) เป็นดารา Hollywood ที่น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเธอ
Angelina เป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง และในปีที่ผ่านมาจากการสำรวจของ Forbe เธอถูกจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่มีรายได้ต่อปีมากเป็นอันดับที่ 3 เลยทีเดียว เธอประสบความสำเร็จทั้งด้านอาชีพ ความรัก ครอบครัว และอีกทั้งเธอยังเป็นผู้ที่เป็น Goodwill Ambassador ให้ UN Refugee Agency เนื่องจากเธอเห็นความสำคัญของมนุษยธรรม (humanitarian)


Angelina เป็นลูกสาวของดารา Jon Voight และ Marcheline Bertrand ชีวิตวัยเด็กของเธอไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากพ่อและแม่ของเธอได้หย่ากัน และเธอก็ได้ไปอยู่กับแม่ และรายได้ของแม่ก็น้อยมาก ทำให้เธอต้องใส่แต่เสื้อผ้ามือสอง และเธอก็โดนเพื่อนที่โรงเรียนล้อ เพราะว่าเธอทำตัวแปลก และเธอก็เริ่มทำร้ายตัวเองด้วยมีด

และในปี 2002 เธอก็ได้เปลี่ยนชื่อของเธอจาก Angelina Jolie Voight โดยตัด นามสกุลของพ่อเธอออกไป เป็น Angelina Jolie และเธอก็ได้ออกมาประกาศว่า เธอกับพ่อของเธอไม่พูดกัน และเธอก็ไม่ได้โกรธเขา และไม่เชื่อว่าครอบครัวนั้นเกิดจากสายเลือดเดียวกันเท่านั้น เนื่องจากเธอเพิ่งรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง และมันก็ทำให้เกิดครอบครัวที่ดี และในปีต่อๆมา เธอก็ยังรับลูกบุญธรรมมาเพิ่มอีก และตอนนี้เธอมีลูกทั้งหมด 6 คน ซึ่งเป็นลูกที่เกิดกับ Brad Pitt 3 คน และเป็นลูกที่รับมาเลี้ยงอีก 3 คนจากกัมพูชา เอธิโอเปีย และเวียดนาม


"We cannot close ourselves off to information and ignore the fact that millions of people are out there suffering. I honestly want to help. I don't believe I feel differently from other people. I think we all want justice and equality, a chance for a life with meaning. All of us would like to believe that if we were in a bad situation someone would help us."
—Jolie on her motives for joining UNHCR in 2001
เป็นคำพูดของ Jolie เมื่อเธอเข้าร่วม UNHCR ในปี 2001 ซึ่งแปลความได้ว่า เราไม่สามารถหลีกหนีข้อมูลข่าวสารและไม่สามารถละเลยความจริงที่ว่า มีคนหลายล้านคนบนโลกที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ฉันอยากจะช่วยเหลือพวกเขาจริงๆ ฉันคิดว่าคนอื่นๆก็คงรู้สึกเหมือนกับฉัน ทุกคนต้องการความยุติธรรมและความเท่าเทียม โอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย พวกเราทุกคนจะเชื่อว่า เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ๆ ก็ต้องมีคงจะช่วยเรา


จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วม UNHCR คือ เมื่อเธอได้แสดงเรื่อง Lara Croft ในกัมพูชา ก็ทำให้เธอไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่ UNHCR และ Jolie ก็ยังได้ไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยมากมายทั่วโลก นอกจากนี้เธอก็ได้บริจาคเงินจำนวนหนึ่งให้กับมูลนิธิของ UNHCR อีกด้วย


เมื่อ 27 สิงหาคม 2001 เธอก็ถูกแต่งตั้งให้เป็น UNHCR Goodwill Ambassador ที่สำนักงานใหญ่ UNHCR ใน Geneva และเธอก็ยังคง ทำหน้าที่นั้นจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเธอก็เคยได้รับรางวัลเกี่ยวกับการทำงานด้านนี้มาหลายรางวัล เช่น Freedom Award โดย International Rescue Committee เป็นต้น และ Jolie ก็บริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆมากมายอีกด้วย



เหตุผลที่เลือก Angelina Jolie เพราะว่า
ถึงแม้ในวัยเด็กของเธอจะมีปัญหา แต่เธอก็สามารถผ่านมันไปได้
เธอมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง
เธอเป็นคนที่เข้าใจความทุกข์ทรมานของผู้อื่น และทำงานเพื่อช่วยเหลือคนที่ทุกข์ทรมานเหล่านั้น


-----------------------------------------------------------------------------------



3. Ayumu Narumi (อายูมุ นารุมิ) เป็นตัวละครจากการ์ตูนเรื่อง Spiral : The Bonds of Reasoning (ตัวละครชายในภาพด้านซ้าย)

เป็นตัวดำเนินเรื่องในเรื่อง spiral อายูมุจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประหลาดต่างๆ และยังมีคนจ้องที่จะทำร้ายเขาและคนที่เขารักและห่วงใย ทำให้เขาต้องต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อเอาชีวิตรอดและทดสอบโชคชะตา และปกป้องคนที่เขารัก

อายูมุเป็นน้องของคิโยทากะ ซึ่งเป็นอัจฉริยะในทุกๆด้านไม่ว่าเขาจะทำอะไร อายูมุ ซึ่งเป็นน้องจึงไม่แปลกที่จะรู้สึกด้อยกว่าพี่ชาย แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ และพยายามจนที่สุด

อายูมุ ตอนแรกของเรื่องจะเป็นคนที่สบายๆ แต่เป็นคนเก่ง แต่ไม่อยากที่จะทำ เพราะรู้สึกว่าทำไปก็ยังด้อยกว่าพี่ชายของตนเอง จึงไม่ทำ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่บีบคั้นให้ต้องทำ เขาก็จะทุ่มสุดตัว

และในเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ใช้สมอง ที่ใช้วางแผนกลยุทธ์ สภาพจิตใจและจิตวิทยา มาต่อกรกัน อายูมุ ถึงแม้ว่าเขาจะกลัวหรือประหม่า แต่เขาก็ควบคุมตัวเอง และใช้ความฉลาดของเขาไปสู่เป้าหมายได้
อีกทั้งสภาพจิตใจของเขายังเป็นเลิศ เช่น มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่เพื่อนคนหนึ่งของเขาถูกจับตัวไป เขาก็ต้องเข้าไปช่วย แต่ก็ต้องวางแผนการเคลื่อนไหวทั้งหมดก่อน ว่าต้องเป็นไปอย่างไร เจอกับคนนี้ทำอย่างไรและจะต้องมีแผนสำรองไว้ตลอด เนื่องจากการดำเนินการอาจมีข้อผิดพลาดได้ อีกทั้งยังต้องอาศัยสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง ทำให้ตัดสินใจและคิดภายในเวลาจำกัด
ความฉลาดและสภาพจิตใจอันเข้มแข็งของเขาก็ทำให้ผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายมาได้มากมาย


นอกจากนี้อายูมุยังเป็นคนที่จะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ตามที่ได้ตั้งใจไว้แล้ว เช่น เขาตั้งใจว่าจะช่วยเหลือพวก blade children เขาก็ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่กลับช่วยเหลือทางด้านจิตใจกับคนพวกนั้น เพื่อให้เขากลับใจ และในที่สุดเขาก็สามารถทำให้พวก blade children ทั้งหมดกลับใจได้

เหตุผลที่เลือก Ayumu Narumi เพราะว่า
เขามีทั้งความฉลาด หลักแหลมในทุกๆด้าน เช่น ด้านตรรกะ ด้านดนตรี
เขามีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง รวมทั้งการใช้จิตวิทยาที่ดี
เขาเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรแล้ว ต้องทำให้สำเร็จ ไม่มีอะไรจะมาขวางเขาได้


-----------------------------------------------------------------------------------


และทั้งหมดก็คือ Role Model ทั้ง 3 คนของฉัน